ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

คลังรื้อใหญ่ กม.บัตรเครดิต-ทวงหนี้ PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2009 เวลา 13:28 น.
AddThis Social Bookmark Button

ขุนคลังเครื่องติดเดินหน้าสร้างมาตรฐาน ออกกฎหมายคุมธุรกิจบัตรเครดิต-ทวงหนี้ให้เป็นธรรม

  นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยกร่างแก้ไขและทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนรายย่อย 2 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ. บัตรเครดิต และร่างพ.ร.บ. ติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรม เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อใช้กำกับดูแล ผู้ประกอบการบัตรเครดิต ทั้งส่วนที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และส่วนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์)

กฎหมายแต่ฉบับที่จะยกร่างขึ้นมานั้นจะมีคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลในเรื่องธุรกิจบัตรเครดิต และการติดตามทวงหนี้เป็นการเฉพาะ

นายกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาอำนาจการกำกับดูแลบัตรเครดิตไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะบัตรเครดิตของนันแบงก์ รวมถึงวิธีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ ซึ่งในกฎหมายบัตรเครดิตต้องมีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน จะได้เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค และจะได้มีความชัดเจนให้ผู้ประกอบการ

สำหรับเรื่องพ.ร.บ. ติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการสานต่อสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีการระดมความเห็นมาหลายรอบ ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ เพราะกระบวนการทวงถามหนี้ในปัจจุบันมีปัญหาในเชิงจริยธรรมมาโดยตลอด

“ตอนนี้เราเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การออกกฎหมายที่มีมาตรฐานปฏิบัติ จะช่วยแก้ไข ไม่ให้ประชาชนมีปัญหาเรื่องหนี้ ปัญหาการทวงถามหนี้ที่ไม่ให้เกียรติ และไม่รักษาสิทธิลูกค้าที่เคยมีปัญหาหมดไป” นายกรณ์ กล่าว

รมว.คลัง กล่าวว่า กฎหมาย ทวงถามหนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมา ร่างกฎหมายก็ผ่านความคิดเห็น ผู้ประกอบการมาแล้ว

ซึ่งผู้ประกอบการเองก็อยากให้มีมาตรฐานความชัดเจนในการทวงถามหนี้ เพื่อรักษาชื่อเสียงของบริษัท

นายกรณ์ กล่าวว่า เชื่อว่ากฎหมายจะทำให้เปลี่ยนวัฒนธรรมการทวงถามหนี้ที่โหดร้ายทารุณ กลับมามีความพร้อมมากขึ้น และต้องหันไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ให้ครบถ้วนของลูกค้าให้มากกว่าที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน

ขณะนี้แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีระเบียบให้ผู้ทำบัตรเครดิตได้ในวงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แต่กลับไม่มีเกณฑ์กำกับว่าแต่ละคนมีบัตรเครดิตได้กี่ใบ ซึ่งถือว่าไม่มีเหตุผล และผู้ประกอบการก็ไม่สนใจในเรื่องนี้ว่า ผู้มาขอบัตรเครดิตมีบัตรอยู่แล้วกี่ใบ มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ทั้งหมดหรือไม่ หวังแต่ไปแก้ปัญหากันตอนที่เกิดหนี้และต้องทวงถามหนี้

“ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต้องมีความระมัดระวังในจุดเริ่มต้นของการปล่อยกู้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีของระบบ ซึ่งรัฐบาลไม่ปฏิเสธการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชน แต่ตอนนี้คิดว่าได้เลยจุดนั้นมาแล้ว ขณะนี้ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงของการกระตุ้นให้มีความต้องการใช้เงินมากเกินไป จึงต้องพิจารณาในเชิงนโยบายกำกับดูแลให้ดีขึ้น” นายกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในร่างกฎหมายทวงถามหนี้ จะให้ผู้ทวงหนี้ต้องมาขึ้นทะเบียน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ทวงหนี้ส่วนใหญ่เป็นสำนักงานกฎหมาย บริษัทรับจ้างทวงหนี้โดยเฉพาะ แต่ไม่ทราบจำนวนชัดเจน เพราะไม่มี การขึ้นทะเบียน ซึ่งผู้ประกอบการบัตรเครดิตจะผลักภาระส่วนนี้ให้ออกไปจากบริษัท ให้ไปอยู่กับบริษัททวงหนี้ ทำให้ความรับผิดชอบของบริษัทบัตรเครดิตรับผิดชอบต่อลูกค้าน้อยลง

สำหรับธุรกิจติดตามทวงหนี้นั้นมีขนาดธุรกิจประมาณ 4.5-5 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปีที่แล้วมีอัตรา การเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ปัจจุบันมีการรวมตัวตั้งเป็นชมรม เพื่อ สร้างมาตรฐานการปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ที่ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน

 
ขอบคุณข่าวจาก นสพ.โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

http://www.posttoday.com/finance.php?id=27099 

 

 
Share on facebook

ค้นหาในกระทู้

คำสำคัญ

เปลี่ยนธีมสีของเว็บบอร์ด

Template
mod by JoniJnm.es

Login เข้าระบบ

เรามีคน Online

เรามี 335 บุคคลทั่วไป และ 2 สมาชิก ออนไลน์
  • aniniii18
  • aew12345

ครบเครื่องเรื่องผู้บริโภค

You are here  :